SEO Tools

12 เครื่องมือ SEO ใช้ง่าย ฟีเจอร์แน่น อัปเดตใหม่ปี 2023

  เครื่องมือ SEO คือ อาวุธสำคัญในการช่วยเพิ่มโอกาสให้เว็บไซต์ของคุณทะยานสู่อันดับ 1 บน Google ไม่ว่าธุรกิจของคุณจะเป็นอะไร การทำการตลาดด้วยเครื่องมือ SEO ถือเป็นตัวช่วยที่ยอดเยี่ยม ในปัจจุบันเครื่องมือ SEO มีให้เลือกมากมายหลากหลายประเภท บทความนี้จะพาคุณมารู้จักกับเครื่องมือทำ SEO ต่าง ๆ ให้ละเอียดขึ้นพร้อมคำแนะนำในการใช้ที่รับรองได้ว่ามีประโยชน์และทำตามได้จริงอย่างแน่นอน! 

  • ปัจจุัยที่สำคัญในการทำ SEO?
  • เครื่องมือ SEO Tools ที่นักทำ SEO ต้องรู้จัก

SEO คืออะไร? ทำไมถึงต้องใส่ใจ

SEO ย่อมาจากคำว่า Search Engine Optimization หมายถึง การปรับแต่งเว็บไซต์เพื่อรองรับระบบค้นหา (Search Engine) หรือที่คนนิยมใช้ค้นหาข้อมูลต่าง ๆ อย่าง Google, Yahoo, Bing  ฯลฯ ซึ่งเป้าหมายในการทำ SEO คือการที่เว็บไซต์มีจำนวนเข้าชมแบบเข้ามาเอง (OrganicTraffic) เพิ่มขึ้น และได้เป็นเว็บไซต์ในลำดับที่ 1 ของการค้นหา ซึ่งในมุมของธุรกิจนั้นการที่มีผู้เข้าชมเว็บไซต์มากขึ้นก็เท่ากับว่าโอกาสที่จะขายสินค้าหรือบริการก็มากขึ้นตามไปด้วย และยังช่วยให้แบรนด์อยากเป็นที่รู้จักมากขึ้นอีกด้วย  

8 ปัจจัยสำคัญช่วยทำ SEO ให้ติดหน้าแรก

การทํา SEO Website ให้มีคุณภาพและมีประสิทธิภาพเหมาะสมที่จะติดหน้าแรก ๆ ในระบบการค้นหานั้น ผู้ทำ SEO จะต้องให้ความสำคัญและพัฒนาเว็บไซต์ให้มีคุณสมบัติ ดังนี้ 

1. คีย์เวิร์ด (Keywords) 

การเลือกใช้ SEO keyword เป็นปัจจัยแรกที่ต้องให้ความสำคัญอย่างมาก เพราะ Keyword จะต้องเป็นคำที่มีความเกี่ยวข้องกับเนื้อหาของเว็บ มีจำนวนการค้นหา (Search Volume) มากพอ จะต้องใช้ Keywords ให้แทรกอยู่ตามเนื้อหาภายในคอนเทนต์และเว็บไซต์ในปริมาณที่พอเหมาะ ไม่เยอะเกินไป และไม่น้อยจนเกินไป  Google เข้าใจเว็บไวต์ของคุณมากขึ้น และเมื่อเข้าใจแล้ว ก็จะทำการจัดหมวดหมู่ให้คอนเทนต์ของคุณนำไปแสดงบนหน้าการค้นหา ซึ่งหากคุณดูแลการเลือกใช้ Keywords ได้ไม่ดีพอ ก็จะทำให้ระบบ Google ไม่เข้าใจ และทำให้เว็บไซต์ของคุณไม่ถูกดัชนี (Index) สักที

2. เนื้อหา (Content)

หลังจากที่ได้ Keywords แล้วก็ควรจะนำมาใช้บนงานเขียน SEO คือคอนเทนต์ที่จะใส่ในเว็บไซต์ โดยคอนเทนต์ที่มีคุณภาพในสายตาของ Google ก็คือ ต้องมีเนื้อหาเกี่ยวข้องกันกับธุรกิจเว็บไซต์ และต้องมีความยาวพอประมาณ (800-1,500 คำ) ไม่สั้นจนเกินไป และไม่ควรลงเนื้อหาที่ซ้ำซ้อนกันเพราะอาจจะทำให้ระบบรู้สึกว่าคุณกำลังสแปมเนื้อหาเยอะ ๆ ซึ่งแน่นอนว่า Google ไม่ชอบและรู้สึกกว่าคุณกำลังเล่นผิดกติกาอยู่ !!

3. ความเร็ว (Page Speed)

เว็บไซต์ที่ดีในมุมมองของ Google คือเว็บไซต์ที่เป็นมิตรต่อประสบการณ์ผู้ใช้งาน ไม่อืดและหนืดจนกระทบการใช้งาน ซึ่งการที่ผู้ใช้งานเข้ามาเจอเว็บที่โหลดนาน หนัก อืด บ่อย ๆ ก็มีความเสี่ยงสูงที่ผู้ใช้งานจะกดออกจากหน้านั้น ๆ ซึ่งหากหน้านั้นเป็นเว็บของคุณ ก็จะถูกระบบมองว่า เว็บคุณไม่เหมาะสมต่อการใช้งาน Google ก็อาจจะไม่นำเนื้อหาของเว็บไซต์ขึ้นแสดงอีก ดังนั้นควรปรับแต่งเว็บไซต์ให้มีความเร็วเพียงพอ ไม่ช้า ไม่หนืด ไม่อืด สามารถโหลดหน้าเว็บไซต์ได้ภายใน 3 วินาทีจะดีที่สุด  

4. รูปภาพ (Image) 

ส่วนใหญ่ที่ทำให้เว็บอืด + ช้า มักจะเกิดจากปัญหารูปภาพที่ใช้แสดงบนเว็บไซต์มีขนาดใหญ่และมีรายละเอียดสูงจนเกินไป ดังนั้นก่อนทำการอัปโหลดรูปลงไปควรเช็กขนาดรูปและรายละเอียดของรูปให้ดี ทางที่ดีควรใช้แบบ Save For Web และนอกจากนี้ก่อนใส่รูปภาพลงไปในคอนเทนต์ก็ควรจะใส่ ALT Text ของรูปนั้น ๆ ลงไปด้วยว่าเป็นรูปเกี่ยวกับอะไร มี keyword SEO ว่าอะไร เพื่อรองรับระบบการค้นหารูปภาพ หรือ Image Search บน Google 

5. รองรับมือถือ (Mobile Friendly) 

เนื่องจากการใช้งานในยุคปัจจุบัน ผู้ใช้งานนิยมค้นหาข้อมูลผ่านโทรศัพท์มือถือและแท็บเล็ตมากขึ้น ทำให้เว็บไซต์ที่รองรับการใช้งาน Mobile Friendly จึงได้เปรียบในการไต่แรงค์มากกว่า  ดังนั้นหากคุณไม่ต้องการพลาดโอกาสนี้และไม่อยากโดนคู่แข่งแซงหน้าในการทำSEO เบื้องต้นก็ควรปรับแต่งเว็บไซต์ให้รองรับการใช้งานสำหรับโทรศัพท์มือถือและแท็บเล็ตให้ดีขึ้น

6. ความปลอดภัย (Security) 

Google เป็นเว็บไซต์ที่ให้ความสำคัญและจริงจังกับระบบความปลอดภัยของผู้ใช้งานเป็นอันดับ 1 ดังนั้นเว็บไซต์ที่มักจะได้รับการพิจารณาให้แสดงผลบนหน้าผลการค้นหา ซึ่งมักจะเป็นเว็บไซต์ที่มีความปลอดภัยสูง มีระบบ SSL Certificates ที่สามารถช่วยป้องกันการโจมตีทางไซเบอร์ หรือ Hack ได้ ซึ่งเว็บไซต์ที่ไม่มีการรองรับส่วนนี้จะทำให้การไต่แรงค์ในระบบการค้นหายากมาก ดังนั้นควรใส่ใจให้ดี และสามารถติดตั้งได้โดยแจ้งผู้ให้บริการโฮลดิ้งก็ได้ 

7. ทำลิงก์ภายใน-นอกเว็บไซต์ 

คือการจัดทำลิงก์เชื่อมโยงทั้งภายในเว็บไซต์ (Internal Link) และลิงก์ที่ส่งออกไปนอกเว็บไซต์ (External Link) เนื่องจากเวลาที่ Google Bots เข้ามาเก็บข้อมูลก่อนทำการดัชนี (Index) Bots จะเข้ามาเก็บข้อมูลในรูปแบบของการอ่านโค้ดบนเว็บไซต์ และอ่านลิงก์ที่เชื่อมไปมาในหน้านั้น ๆ ซึ่งการที่เราใส่ลิงก์ที่มีการเชื่อมโยงอย่างมีระบบ กลยุทธ์ SEOนี้จะช่วยให้ Bots สามารถวิ่งไปเก็บข้อมูลในหน้าถัดไปได้ง่ายขึ้น ช่วยให้ทำการดัชนี (Index) ได้เร็วขึ้น 

8. Backlink

คือการที่นำลิงก์ของเว็บอื่นชี้กลับมาที่เว็บไซต์ของคุณ เพื่อบอก Google ว่าเว็บไซต์ของคุณนั้นมีความน่าเชื่อถือและยิ่งมีเว็บไซต์ภายนอกส่งกลับมาที่เว็บไซต์คุณมากเท่าไร ก็จะยิ่งทำให้อันดับติดเร็วมากเท่านั้น ถือว่าเป็นขั้นตอนการทำ SEO ลำดับสุดท้ายที่มองข้ามไม่ได้เด็ดขาด ! 

แต่ การทำ Backlink ให้มีประสิทธิภาพทำยังไง? นั้นก็ไม่ใช่ว่าจะใช้ลิงก์อะไรก็ได้ชี้กลับมาที่เว็บไซต์คุณ เพราะ Google จะนับเฉพาะเว็บที่มีคุณภาพและมีความเกี่ยวข้องกับเว็บคุณเท่านั้น หากตรวจพบว่า เว็บที่ยิงเข้ามาเป็นเว็บไม่มีคุณภาพ เว็บสายเทาหรือสายดำ ก็สามารถส่งผลเสียต่อเว็บไซต์ของคุณได้เช่นกัน ดังนั้นควรเลือกเว็บดี ๆ นะครับ 

เครื่องมือ SEO Tools  ที่สำคัญสำหรับหา Keywords ให้คอนเทนต์ปัง

เนื่องจากที่กล่าวไว้เมื่อหัวข้อด้านบนว่า “การเลือก Keyword” เป็นเครื่องมือทํา SEOสำคัญอันดับที่หนึ่งของการทำ SEO ดังนั้นคุณควรเลือก Keyword ให้ดี โดยการเลือก Keyword ต้องมีความเหมาะสมและมีอัตราการค้นหา (Search Volume) ที่มากพอด้วยเพื่อให้คุ้มค่าแก่การเลือกใช้ 

ดังนั้นวันนี้เราก็จะมีเครื่องมือ SEO สำหรับใช้เลือก Keyword ให้เหมาะกับวิธีทํา SEO ด้วยตัวเองมาฝากครับ พร้อมแล้ว เลื่อนลงไปอ่านได้เลย 

Google Keyword Planner

เครื่องมือทำ SEO ตัวนี้ ถือเป็นเครื่องมือพื้นฐานที่นัก SEO ทุกคนต้องใช้ให้เป็น! เพราะเป็นเครื่องมือช่วยทํา SEOใช้ฟรีของ Google (แต่ต้องมีบัญชี Google Ads ด้วยนะ!) สำหรับโปรแกรม Google Keyword Planner ตัวนี้ จะสามารถใช้ดู Search Volume ของ Keyword ได้ว่ามีจำนวนเท่าไร มีการแข่งขันสูงหรือไม่? และเหมาะสำหรับผู้ที่ทำการตลาดแบบยิงโฆษณาด้วยเพราะสามารถดูค่าคลิกต่อครั้งได้ด้วย ซึ่งหากเป็นมือใหม่หัดทำ SEO แนะนำให้เริ่มลองศึกษา Keyword ดูผ่านโปรแกรมนี้ได้เลย

Ubersuggest 

เครื่องมือ SEO นี้ถูกคิดและพัฒนาขึ้นโดย Neil Patel ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญ SEO ชื่อดังระดับโลก ดังนั้นมั่นใจได้เลยว่า โปรแกรมนี้คือเครื่องมือที่เหมาะสำหรับการทำ SEO โดยเฉพาะจริง ๆ จุดเด่นของ Ubersuggest คือเป็นโปรแกรม SEO ที่มาพร้อมระบบการวิเคราะห์ Keyword ที่ละเอียด สามารถแนะนำ Keyword Idea เพื่อนำไปใช้เป็นแนวคิดสำหรับทำคอนเทนต์ได้ สามารถติดตามอันดับของเราพร้อมการแจ้งเตือนเมื่ออันดับขึ้น-ลง แอบส่อง Keyword ของเว็บไซต์คู่แข่งได้ ตรวจสอบ Traffic ในเว็บไซต์และ Backlink ได้ดี สามารถใช้งานได้ฟรี (แต่จำกัดครั้งต่อวัน) 

ลิงก์สำหรับเข้า Ubersuggest

Ahrefs 

Ahrefs เป็นเครื่องมือ SEO ที่เหมาะสำหรับนัก SEO มืออาชีพที่ต้องใช้งานและต้องการข้อมูลแบบละเอียด และยังเป็นโปรแกรมที่นัก SEO มืออาชีพทุกคนใช้กัน เพราะ Ahrefs สามารถช่วยวิเคราะห์และรายงานผลเชิงลึกเกี่ยวกับการทำ SEO ได้อย่างละเอียดยิบ เช่น การเช็ก Search Traffic และ Backlink ที่สามารถตรวจเช็กได้ตั้งแต่ลิงก์ที่คุณนำไปโพสต์ และลิงก์จากเว็บที่เข้ามาหาเว็บคุณ

อีกทั้งยังสามารถเช็กข้อมูลคู่แข่งได้แทบทุกซอกมุม เพื่อนำไปปรับใช้วางแผนการทำ SEO  ได้อย่างรอบคอบมากขึ้น ช่วยแยกประเภทของ Keyword ต่าง ๆ ให้สามารถนำไปใช้ไปอย่างเหมาะสม ตรวจสอบประสิทธิภาพหน้าเว็บไซต์ แจ้งเตือนเมื่อเจอหน้าเว็บที่ผิดปกติ  พร้อมมีคำแนะนำ ช่วยตรวจสอบอันดับเว็บไซต์ที่ติดอันดับได้อย่างง่ายดาย ซึ่งเป็นเครื่องมือ SEO ที่คุ้มค่าและครบเครื่องมาก แนะนำให้ใช้งานเลย แต่ถ้ายังไม่เชี่ยวชาญมากแนะนำให้ไปลองใช้ตัวอื่น ๆ ก่อนเพราะโปรแกรมนี้มีค่าบริการค่อนข้างแพง หรือจะลองใช้ฟีเจอร์ฟรีไปก่อนก็ได้ 

ลิ้งสำหรับเข้าดู Ahrefs

เครื่องมืออะไรที่เหมาะกับผู้เริ่มต้น SEO?

ถ้าให้แนะนำ อยากแนะนำตัว Ubersuggest เป็นหลักสำหรับผู้เริ่มต้นใช้เครื่องมือทำ SEO เพราะมีราคาที่ถูกและใช้งานได้ดี ส่วนใครที่อยากเช็คในส่วน Backlink แนะนำเป็น Ahrefs เลยครับ 🙂

เครื่องมือ SEO Tools  ที่สำคัญสำหรับดูแลภาพรวมของเว็บไซต์

นอกจากการเลือก SEO Keyword สำหรับทำคอนเทนต์สำคัญแล้ว การดูแลภาพรวมของเว็บไซต์ก็สำคัญไม่แพ้กัน เพราะเครื่องมือ SEO คือเลขาส่วนตัวที่จะช่วยให้คุณสามารถวิเคราะห์ข้อมูล แจ้งเตือน และให้คำแนะนำการแก้ไขให้กับคุณได้ โดยโปรแกรมที่นิยมใช้จะมีดังนี้ 

Google Search Console

Google Search Console เป็นเครื่องมือ SEO สำหรับตรวจสอบคุณภาพเว็บไซต์ และข้อผิดพลาดต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นที่อาจจะส่งผลต่อการติดอันดับบน Google Search โดยตรง เครื่องมือชนิดนี้มีจุดเด่นคือ สามารถรายงานผู้เข้าชมเว็บไซต์ค้นหาคำค้นหาอะไรถึงคลิกเข้าชมเว็บไซต์ของคุณ ช่วยระบุคำค้นหาว่าติดอันดับที่เท่าไหร่แล้ว ตำแหน่งเพิ่ม-ลดจากเพิ่มขึ้นจากเข้อมูลเดิมเท่าไร

และยังสามารถตรวจสอบคุณภาพของเว็บไซต์ในทุก ๆ หน้า รวมถึงหากมีเว็บไซต์มีหน้าไหนที่ Error โหลดนาน เข้าไม่ได้ หรือ มีปัญหาด้าน Mobile Friendly เครื่องมือทำ SEO นี้ก็จะแสดงข้อมูลทันทีพร้อมคำแนะนำการแก้ไขอย่างละเอียดทำให้แก้ไขได้อย่างรวดเร็ว ส่งผลต่อประสิทธิภาพการทำ SEO มากขึ้น

>>ทำความรู้จัก Google Search Console แบบเจาะลึกได้ที่นี่<<

Google Analytics

เครื่องมือ SEO อีกตัวหนึ่งของ Google ที่ทำหน้าที่เก็บข้อมูล Performance ของเว็บไซต์ เช่น ข้อมูลผู้ใช้งานว่ามีลักษณะอย่างไร เช่น เพศ อายุ อุปกรณ์ที่ใช้เข้าเว็บไซต์ (เดสก์ท็อป แท็ปเลต หรือ โทรศัพท์มือถือ) เข้ามาเว็บไซต์เราจากช่องทางไหน เช่น คลิกจากโฆษณา Google Ads, ค้นหาจากเครื่องค้นหา Search Engine หรือมาจาก Social Media ซึ่งข้อมูลเหล่านี้จะช่วยให้คุณสามารถเข้าใจผู้ใช้งานมากขึ้น

สามารถนำข้อมูลที่ได้ไปปรับใช้ในการวางกลยุทธ์ได้มากขึ้น เช่น หากหน้านั้นมีคนเข้าเยอะที่สุด ก็อาจจะนำ Internal Link ไปใส่เพิ่ม หากหน้าไหนมีการกดออกเยอะ ก็อาจจะเข้าไปปรับปรุงเนื้อหาด้านในเพื่อให้ผู้ใช้งานใช้เวลาบนเว็บไซต์เรามากที่สุด  

Page Speed Insights

เครื่องมือ SEO ที่ใช้สำหรับตรวจวัดผลความเร็ว Page Speed ของเว็บไซต์ว่ามีส่วนไหนที่ต้องปรับปรุงบ้าง โดยเครื่องมือนี้จะชี้ให้เห็นถึงคะแนนเว็บไซต์ที่เราได้รับ (เต็ม 100 คะแนน) ชี้ปัญหาให้เห็นว่าเกิดจากส่วนไหน เช่น รูปภาพใหญ่เกินไป หรือติดปลั๊กอินมากจนเกินไป เพื่อให้คุณสามารถไปปรับแต่งแก้ไขได้อย่างรวดเร็ว เครื่องมือนี้เป็น SEO Tools Free ใช้งานได้แบบไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายเพิ่ม

เครื่องมือ SEO สำหรับเว็บไซต์

สำหรับการSEO กับการทำธุรกิจออนไลน์ให้ดีจะต้องเลือกระบบการรองรับที่เหมาะสมสำหรับการทำ SEO ซึ่งในปัจจุบันมีเครื่องมือที่นัก SEO นิยมใช้อยู่ 2 ตัว ดังนี้ 

WordPress

เป็นแพลตฟอร์มยอดนิยมที่นัก SEO เกือบครึ่งโลกเลือกใช้ จุดเด่นคือเป็นเครื่องมือทำ SEO ที่ใช้งานง่าย มือใหม่ก็สามารถทำความเข้าใจได้ ตัวเว็บสามารถปรับแต่งได้หลายอย่าง ยิ่งถ้าเป็นคนที่มีความรู้เรื่อง Coding ยิ่งสบายเลย! แต่สำหรับใครที่ไม่รู้ก็สามารถเรียนรู้หรือจ้างคนมาช่วยก็ได้นะ ติดตั้งปลั๊กอินได้ง่าย เรียกได้ว่า เป็นเครื่องมือที่มีฟังก์ชันครบมาก ๆ สามารถใช้ได้ทั้งสำหรับมือใหม่หัดทำ และมืออาชีพ

Wix 

เป็นอีกเป็นแพลตฟอร์มนึงที่นิยมนำมาทำ SEO เหมือนกัน แต่การใช้งานและหน้าตาจะค่อนข้างแตกต่างกับ WordPress จุดเด่นคือเป็นเครื่องมือ SEO ที่ใช้งานง่าย เหมาะสำหรับการออกแบบเว็บไซต์ แค่ลาก ๆ ส่วนต่าง ๆ ที่ต้องการแล้วเอามาลง เหมาะสำหรับมือใหม่ที่อยากแต่งเว็บออกแบบเว็บเอง แต่ข้อเสียของ Wix  คือ ปลั๊กอินมีของน้อย ข้อจำกัดเยอะ โพสต์ย้อนหลังไม่ได้ ปรับแต่งยาก ค่อนข้างดาวน์โหลดช้า ดังนั้นถ้าเทียบระหว่าง WordPress กับ Wix ส่วนตัวจะแนะนำให้ใช้ WordPress มากกว่า 

ปลั๊กอิน (Plugin) ที่สำคัญสำหรับทำ SEO ให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

Plugin หมายถึง โปรแกรมเสริมสำหรับการทำ SEO ที่จะช่วยให้การทำ SEO เป็นไปอย่างง่าย สามารถดาวน์โหลดเพื่อติดตั้งเพื่อใช้งานคู่กับ WordPress หรือ Wix ในปัจจุบันมีการพัฒนา Plugin ขึ้นมาหลากหลายชนิด บาง Plugin มีคุณสมบัติช่วยเอกลักษณ์และความโดดเด่นให้เว็บไซต์ บาง Plugin ช่วยส่งเสริมการทำงานในเว็บไซต์ ผู้ดูแลเว็บต้องเลือกใช้ Plugin ให้ถูกประเภทและเหมาะสมกับการใช้งาน ไม่ควรติดมากจนเกินไปเพราะอาจจะทำให้เว็บช้าได้ โดย Plugin หลัก ๆ ที่นัก SEO นิยมใช้กันก็จะมีดังนี้ 

WP Rocket 

เป็น Plugin ที่มีจุดเด่นด้านการเพิ่มความเร็วสำหรับเว็บไซต์ ที่สร้างด้วย WordPress เป็น Plugins ที่ใช้งานง่ายมาก ๆ มือใหม่ก็สามารถทำความเข้าใจได้ 

 Imagify

ใครมีปัญหาเว็บมีขนาดรูปไซซ์เกินบ่อย ๆ แนะนำให้ติดตั้งตัวนี้เลย เพราะ Plugin ตัวนี้จะช่วยดูแลเรื่องขนาดไซซ์รูปให้อยู่ในระดับที่พอดีกับการใช้งาน โดยที่ไม่ลดรายละเอียดเดิมของภาพ และยังช่วยปรับสกุลรูปให้เป็นสกุล .webp แทนภาพสกุลพวก PNG และ JPEG ซึ่งเป็นสกุลใหม่ที่เหมาะสำหรับใช้ในเว็บไซต์ ทำให้โหลดเร็วขึ้น ไม่หนักเว็บ 

Yoast SEO

yoast seo wordpress plugin เป็นเครื่องมือ SEO ที่ใช้ในการทำคอนเทนต์ SEO โดยเฉพาะ และมีนัก SEO หลาย ๆ คนเลือกใช้ มีคนใช้หลายล้าน จุดเด่นของ Plugin ตัวนี้ก็คือสามารถแนะนำข้อมูลการปรับแต่งคอนเทนต์ เช่น Meta Title, Meta Descriptions, Slugs หรือ Schema Markup ให้เหมาะสมสำหรับทำ SEO รวมถึงช่วยวิเคราะห์บทความว่าควรจะปรับแต่งส่วนไหน เพื่อให้บทความของเรามีโอกาสติดหน้า 1 Google 

Rank Math 

เป็น Plugin สำหรับใช้ในการทำคอนเทนต์ SEO อีกตัวที่ถือว่าเป็นเครื่องมือ SEO ตัวที่เพิ่งถูกพัฒนาขึ้นมาให้ วิธีการใช้งานจะคล้ายกับ Yoast SEO มีส่วนการวิเคราะห์บทความ SEO เหมือนกัน แต่ว่า ของ Yoast SEO จะขึ้นคะแนนแบบจุดสีเขียว ส่วน Rank Math จะขึ้นเป็นคะแนน (เต็ม 100 คะแนน) และจุดเด่นของ Rank Math  อีกอย่างคือ สามารถใส่ Focus Keyword ได้มากกว่า 1 คำ (ปกติแล้ว Yoast SEO จะใส่ได้แค่คำเดียว) 

อย่างไรก็ตามการทำ SEO ให้ดีและมีประสิทธิภาพนั้น ไม่ได้ขึ้นอยู่กับปัจจัยการเลือกใช้เครื่องมือ SEO ระดับพรีเมี่ยม หรือต้องติด Plugin เยอะ ๆ เท่านั้น แต่การติด SEO ในระดับต้น ๆ นั้นจำเป็นต้องอาศัยการทำคอนเทนต์ที่มีความเชี่ยวชาญ มีเอกลักษณ์โดดเด่นจนดึงดูดความสนใจของผู้ใช้งานได้มาก และตรงต่อระบบของ Google ด้วย การใช้เครื่องมือเป็นเพียงตัวหนึ่งเท่านั้น ผู้ที่กำลังศึกษาการทำ SEO ควรฝึกและพัฒนาสกิลด้านอื่นควบคู่กันไปด้วย ถึงจะประสบความสำเร็จในสายงานนี้โดยเร็ว 

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

เครื่องมือช่วยทำ SEO มีอะไรบ้าง

  • Google Keyword Planner
  • Google Search Console
  • Google Analytics
  • Page Speed Insights
  • WordPress
  • Wix
  • WP Pocket
  • Imagify
  • Yoast SEO
  • Rank Math

ข้อดีของการใช้เครื่องมือ SEO คืออะไร

ช่วยให้ Google เข้าใจว่าเป็นหน้าเว็บที่เพิ่มประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานให้กับผู้เข้าชมได้และทำให้ติดหน้า 1 Google ได้สำเร็จ อีกทั้งยังช่วยวัดและประเมินผลได้อีกด้วย

Similar Posts